Power BI เป็นโปรแกรมที่ใช้ในงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจและแสดงผล โดยส่วนใหญ่จะมีรูปแบบให้เลือกใช้งานกันอยู่ 3 รูปแบบ คือ Free, Pro และ Premium ซึ่งในหัวข้อของบทความนี้เราจะมาพูดถึงความแตกต่างกันระหว่าง Power BI Pro และ Free ว่าแตกต่างกันอย่างไร พร้อมทั้งจะมีสาระสอดแทรกเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของรูปแบบทั้งสอง เป็นอย่างไรนั้นมาดูกันเลย

Power BI Pro

ในส่วนของผู้ใช้งานที่มี License Power BI Pro เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการแสดงผลของรายงานผ่าน Power BI Service พร้อมทั้งยังสามารถแบ่งปันรายงานไปให้ผู้อื่นได้อีกด้วย

ข้อดีของ Power BI Free

ข้อดีของ Power BI Pro

  • สามารถแชร์ตัวรายงานไปยังเพื่อนร่วมงานภายในองค์กรได้
  • สามารถกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงตัวรายงานของตนได้ตามความต้องการ
  • สามารถสร้าง Live data sources ได้
  • ใช้งานในรูปแบบแอปพลิเคชันได้
  • สามารถ Publish to Premium ได้
  • สามารถใช้งานร่วมกับกลุ่มซอฟต์แวร์ Office 365ได้
  • สามารถสร้างและเผยแพร่ในรูปแบบของ App ได้
  • เหมาะกับองค์กรที่มีขนาดเล็กไปจนถึงปานกลาง และต้องการที่จะแชร์รายงานให้บุคคลในองค์กรได้ดูรายงาน

ข้อเสียของ Power BI Free

ข้อเสียของ Power BI Pro

แม้ว่า Power BI Pro License จะอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลย เพราะ Power BI Pro ก็มีข้อเสียหรือข้อจำกัดอยู่บ้างดังนี้

  • สามารถแชร์ตัวรายงานไปยังเพื่อนร่วมงานภายในองค์กรที่มี Power BI Pro License เท่านั้น
  • ค่าใช้จ่าย license เท่ากับคนที่ดูรายงาน เมื่อมีความต้องการที่ต้องแชร์รายงานให้กับบุคคลอื่น ๆ ในองค์กร และจำเป็นต้องมี Power BI Pro License ดังกล่าว เรื่องของต้นทุนในการสั่งซื้อ Power BI Pro License จึงเพิ่มขึ้นเช่นกัน

Power BI Free

ในส่วนของ Power BI Free License ก็สามารถใช้งานได้ทั้ง Power BI Desktop และ Power BI Service แต่จะติดข้อจำกัดบางอย่างต่อการใช้งานบน Power BI Service นั่นเอง

ข้อดีของ Power BI Free

  • แน่นอนว่าเป็นการใช้งานแบบฟรี จึงช่วยในเรื่องของต้นทุนต่อการใช้งานในองค์กร ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้และนำค่าใช้จ่ายที่ควรจะหมดไปกับการซื้อ License ไปทุ่มต้นทุนในเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญต่อไป
  • ไม่ว่าใครก็สามารถใช้งานได้

ข้อเสียของ Power BI Free

  • จะมีปัญหาเรื่องของการแบ่งปันรายงาน ซึ่งจะไม่สามารถแบ่งปันข้อมูลให้กับผู้อื่นได้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลผ่าน Web ซึ่งผู้เขียนขอแนะนำว่าไม่ควรทำเพราะการเผยแพร่ข้อมูลและรายงานแบบเว็บจะเป็นการเผยแพร่แบบสาธารณะ
  • ไม่สามารถระบุบุคคล หรืออนุญาตให้ผู้อื่นมาดูรายงานได้
  • ไม่สามารถเผยแพร่ายงานไปยัง Power BI Premium ได้
  • ไม่สามารถสร้างรายงานแบบ Live Data Source ได้
  • ไม่สามารถใช่งานร่วมกับกลุ่มของ Office 365 ได้

ภาพรวมความแตกต่างของ Power BI Pro VS Power BI Free

ภาพรวมความแตกต่างของ Power BI Pro VS Power BI Free

ความแตกต่างของ Power BI Pro กับ Power BI Free ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความสามารถในการใช้งานมากกว่าว่าจะเป็นอย่างไร เพราะหากเป็น Power BI Pro ก็จะเห็นได้ว่ามีความสามารถในการเผยแพร่ข้อมูล และแบ่งปันอย่างครอบคลุมกว่า อีกทั้งยังให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล, แดชบอร์ด และรายงานอีกด้วย ในทางกลับกันการใช้งานแบบ Free นั้นก็สามารถใช้งานได้และแบ่งปันรายงานได้ แต่จะเป็นการแบ่งปันรายงานที่ไม่มีความปลอดภัย ทั้งนี้ก็ไม่มีความถูกผิดว่าจะเลือกใช้งานในรูปแบบไหน เพียงแต่จะต้องเลือกให้เกิดความเหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของบุคคลหรือองค์กรนั่นเอง

จะเลือกใช้งาน Power BI อย่างไร

จะเลือกใช้งาน Power BI Pro และ Power BI Free อย่างไรให้เกิดความเหมาะสมต่อบุคคลหรือองค์กร

การเลือกใช้งาน Power BI Pro และ Power BI Free ให้สอดคล้องกับองค์กรและบุคคลควรคำนึงถึง

  1. ลักษณะของโครงสร้างองค์กร หากมีจำนวนพนักงานที่ต้องการใช้แบ่งปันรายงาน Power BI ในจำนวนหลักสิบถึงหลักร้อย ไม่ได้มีจำนวนที่มากจนเกินไป หรือที่เรียกกันว่าองค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง แนะนำให้ใช้งานแบบ Power BI Pro
  2. หากองค์กรมองว่าต้องการให้มีบุคคลที่คอย Maintain เรื่องของการสร้าง และจัดเก็บข้อมูลเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้วให้นำมารายงานผ่านหน้าจอของบุคคลนั้นอีกครั้งในทุกวาระการประชุมก็สามารถใช้งานแบบ Power BI Free ได้
  3. ความจุที่ต้องการสร้าง Power BI Report หากต้องการในปริมาณมาก ควรเลือกใช้แบบ Pro
  4. เลือกตามความต้องการส่ง Email รายงานไปให้บุคคลอื่น ๆ หากต้องการตั้งเวลาในการส่งแจ้งเตือน Email หรือ รายงาน ก็ควรเลือกใช้แบบ Pro License

อย่างไรก็ตามหากองค์กรต้องการให้ผู้ใช้งาน Power BI แบบ License Pro ควรมีการจัดสรรเรื่องบุคคลที่จะใช้งานแบบ License Pro อาจจะจัดทำกันเฉพาะแผนกใดแผนกหนึ่งหรือกลุ่มผู้บริหารเพื่อให้เป็นการประหยัดงบประมาณที่สุด และต้องใช้ Email Password ในการใช้งานเป็น Email กลางที่บุคคลใดก็ได้สามารถเข้าใช้งานได้ เพื่อให้เป็นปัญหาต่อการใช้งานและแบ่งปันรายงานไปยังบุคคลอื่น ๆ ในองค์กรนั่นเอง