Site icon GOT ITZ COMPANY

เทคนิคพัฒนาเว็บไซต์ ทำอย่างไรให้โดดเด่นดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมาย

Technique to create website

การพัฒนาเว็บไซต์นั้นไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ตั้งแต่ 0 หากความต้องการในการพัฒนาเว็บไซต์ไม่มากนักสามารถเลือกใช้บริการ CMS หรือ content management system ในการพัฒนา อาทิ WordPress หรือ Wix โดยโปรแกรม CMS นี้ผู้ประกอบการสามารถเลือกได้ว่าต้องการใช้งานแบบฟรี ต้องการเปลี่ยนธีม เพิ่มความสวยงาม เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ได้เอง หรือใช้ plug-in ที่มีในการปรับปรุงเว็บไซต์โดยที่ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์

แต่ในบางกรณีที่องค์กรมีความต้องการเฉพาะเพิ่มขึ้นมา การใช้ CMS อาจจะไม่ตอบโจทย์ ทั้งในส่วนการใช้งาน และความปลอดภัยของข้อมูล ในบทนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่าเว็บไซต์ที่กำลังต้องการพัฒนานั้น ควรพัฒนาแบบใด

ส่วนประกอบของเว็บไซต์ 

ก่อนที่จะเลือกการพัฒนาเว็บไซต์นั้น มาทำความรู้จักส่วนประกอบหลัก ๆ ของเว็บไซต์กันก่อน เว็บไซต์ที่เราเห็นทั่วไปนั้นประกอบไปด้วยหน้าบ้านกับหลังบ้าน 

1. หน้าบ้านของเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Front-end

หน้าบ้านของเว็บไซต์ คือการดีไซน์เว็บไซต์ให้ออกมาสวยงาม ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์สามารถทำความเข้าใจสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งการวางปุ่มหรือ call to action ต่าง ๆ ให้เหมาะสมที่ผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถเข้าไปดูรายละเอียดที่สนใจต่อได้ง่าย

ในส่วนนี้ผู้ดูแลจะเป็นกราฟิกดีไซน์หรือการเลือกซื้อธีมที่ชอบแล้วนำมาปรับสีเปลี่ยนรูป ก็สามารถได้หน้าบ้านของเว็บไซต์ที่สวยงามอย่างที่ต้องการได้

2. หลังบ้านของเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Back-end

หลังบ้านของเว็บไซต์ คือภาษาคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่นักพัฒนา (Developer) ใช้ในการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา หากเป็นเว็บไซต์สำหรับแสดงสินค้า บริการ แจ้งที่อยู่ หลังบ้านจะไม่ค่อยมีความซับซ้อนสามารถสร้างได้อย่างรวดเร็ว หรือผู้ประกอบการอาจจะสามารถสร้างเองโดยใช้โปรแกรม CMS หรือ content management system หรือที่เราคุ้นหูกันอย่างเว็บไซต์สำเร็จรูปจาก WordPress หรือ Wix  (สามารถดูรายละเอียดข้อดีของการสร้างเว็บไซต์จาก Wix ได้ที่นี่ Wix เว็บไซต์สำเร็จรูปน้องใหม่ ตอบโจทย์เว็บไซต์ที่ต้องการความสวยงาม ) แต่หากเว็บไซต์นั้นต้องการมีระบบเพิ่มเข้ามา อาทิ User management (ระบบในการบริหารจัดการผู้ใช้งาน) Account management (ระบบจัดการเอกสารทางบัญชี) หรือ Logistic management (ระบบบริหารจัดการโลจิสติก) เมื่อรวมเว็บไซต์เข้ากับระบบเหล่านี้เว็บไซต์นั้นจะถูกเรียกว่า เว็บแอปพลิเคชัน (Web application) 

อาจจะมีบางท่านสงสัยว่าเว็บไซต์ที่กำลังจะพัฒนานั้นควรจะพัฒนาเป็นเว็บไซต์ หรือเว็บแอปพลิเคชัน สามารถใช้ลักษณะข้อมูลที่ปรากฏขึ้นบนเว็บไซต์ในการตัดสินใจพัฒนาได้

ลักษณะข้อมูลที่ปรากฏขึ้นบนเว็บไซต์

การแสดงผลของลักษณะข้อมูลเว็บไซต์ที่เราเห็นนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่  Static และ Dynamic

1. Static page

หรือหน้าเว็บที่มีการแสดงข้อมูลคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น หน้าข้อมูลเกี่ยวกับสถิติต่างๆ และการติดต่อบริษัท รวมถึงหน้าข้อมูลสินค้าหรือบริการสำหรับเว็บไซต์ที่ขายสินค้าหรือบริการที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก 

2. Dynamic page

หรือหน้าเว็บไซต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น หน้า blog ที่สามารถเพิ่มข้อมูลได้ตลอดเวลา หรือหน้าเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่มีการขึ้นลงของตัวเลขหุ้นตลอดเวลา

การใช้ CMS

เนื่องจาก CMS ต่าง ๆ ได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน นอกจากลักษณะข้อมูลที่ปรากฏขึ้นบนเว็บไซต์แล้ว ยังมีคุณสมบัติพื้นฐานของ CMS รวมถึง plug-in ที่ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องพัฒนาใหม่ ได้แก่ 

1. ระบบ blog 

CMS ถูกสร้างมาเพื่อใช้ในการบริหารจัดการบทความ ดังนั้นการเพิ่มข้อมูลในลักษณะบล็อก (Blog) จึงเป็นระบบพื้นฐานที่สุดที่ CMS มีให้

2. ระบบ User

การบริหารจัดการผู้ใช้งานนั้น CMS สามารถจัดการได้ประมาณหนึ่ง หากอ้างอิงถึงระบบบล็อกแล้วคนอเมริกาจะนิยมการทำ Subscription โดยเป็นการจ่ายสมาชิกเป็นรายเดือน เพื่ออ่านบทความที่นำเสนอในรูปแบบเต็ม หรือนำเสนอบทความเฉพาะสำหรับสมาชิกได้ 

ดังนั้นการบริหารจัดการผู้ใช้ของ CMS จะมีในส่วน 

แอดมินเป็นสิทธิสูงสุดของ CMS ส่วนใหญ่ โดยสามารถบริหารจัดการได้ทุกส่วนของหลังบ้านเว็บไซต์ ตกแต่งหน้าบ้านของเว็บไซต์ เพิ่มลด หรือลบผู้ใช้ในลำดับขั้นอื่น ๆ ได้

ผู้เขียนบทความจะสามารถเข้าถึงฟังค์ชันบล็อก เพื่อเพิ่ม แก้ไข และลบเนื้อหาบทความต่าง ๆ ได้

สมาชิกเป็นผู้ใช้งานที่สมัครใช้งาน โดยมีการลงทะเบียนผ่านอีเมล์ หรือ social media login ต่าง ๆ สมาชิกสามารถแบ่งลำดับขั้นได้

ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมที่เข้ามาชมเว็บไซต์

3. ระบบ E-commerce

จากความต้องการในการซื้อขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ CMS มีความจำเป็นในการสร้าง plug-in ที่สามารถรองรับความต้องการนี้ได้ โดย plug-in e-commerce ใน CMS จะสามารถให้ผู้ใช้งานกดหยิบสินค้าใส่ตะกร้าได้ กดเข้าไปดูสินค้าในตะกร้าได้ สั่งซื้อสินค้าในตะกร้านั้นได้ หากได้ทำการเชื่อมกับระบบ payment gateway ก็สามารถทำการตัดบัตรไม่ว่าจะเป็นบัตรเดบิทหรือบัตรเครดิตได้ และสามารถส่งยืนยันการจ่ายเงินเข้ามาในระบบได้

จะเห็นได้ว่าหากต้องการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับนำเสนอข้อมูลองค์กร นำเสนอสินค้าและบริการ มีการจัดการผู้ใช้งานบ้าง และมีระบบตะกร้าเพียงเล็กน้อย สามารถเริ่มต้นเว็บไซต์ได้ด้วย CMS 

ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่เพิ่มมาหรือ plug-in ที่เพิ่มเข้าไปใน CMS คือโอกาสในการสร้างช่องว่างให้ผู้ไม่ประสงค์ดีในการเข้ามาดึงข้อมูลไปได้ ดังนั้นหากองค์กรที่มีความต้องการเว็บไซต์ขายสินค้าแนะนำว่าควรจ้างพัฒนาโดยใช้ framework และวางระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดีจะช่วยป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber security) ได้

จากข้อมูลทั้งหมดหากองค์กรต้องการพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นมาสักเว็บ ควรดูข้อมูลที่จะนำมาแสดงผล และระบบที่ต้องการมี ก็สามารถบอกได้ว่าองค์กรของท่านต้องการเว็บไซต์ที่สร้างจาก CMS หรือต้องการเว็บแอปพลิเคชันที่มีระบบสำหรับตอบโจทย์องค์กรโดยเฉพาะ

การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันนั้นผู้ประกอบการมีความจำเป็นในการหานักพัฒนาที่มีประสบการณ์ ในวางระบบ วางขั้นตอน และการพัฒนา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนานั้นสามารถใช้ได้จริงตามความต้องการ หากผู้ประกอบการท่านใดสนใจพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน สามารถอีเมล์เข้ามาปรึกษาได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ Admins@gotitz.com

Exit mobile version